Popular Posts

Wednesday, April 10, 2013

ขั้นตอนการเปิดร้านปุ๋ยเคมีเกษตร


ขั้นตอนการเปิดร้านปุ๋ยเคมีเกษตร
 
ผู้ประกอบการร้านค้าทุกรายต้องมีใบอนุญาต และปฏิบัติตาม พรบ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 พรบ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 และ พรบ.พันธุ์พืช พ.ศ.2518
หน้าที่ผู้ประกอบการร้านค้า
 

1. ผู้ประกอบการร้านค้าทุกราย ต้องมีใบอนุญาตของกรมวิชาการเกษตรในการขายสารเคมี ปุ๋ยเคมี และพันธุ์พืช ผู้ใดขายวัตถุอันตรายโดยไม่มีใบอนุญาตมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
2. ผู้ใดขายวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งได้ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาแล้ว มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
( วัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ในปี 2547 มี 96 ชนิด มีชื่อสามัญ เช่น methamidophos endosulfan และ parathion methyl เป็นต้น )
3. ร่วมมือกับภาครัฐ โดยซื้อสินค้าจากบริษัทที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย สารเคมี ปุ๋ยเคมี และพันธุ์พืช ต้องผ่านการจดทะเบียนรับรองจากกรมวิชาการเกษตร รวมทั้งจัดสถานที่เก็บสารเคมี อย่างถูกต้องเหมาะสม
4. ผู้ขายสารเคมีทุกราย ต้องมีใบประกาศนียบัตรของกรมวิชาการเกษตร โดยผ่านการฝึกอบรมความรู้ด้านวัตถุอันตรายสามารถให้ความรู้แก่เกษตรกรได้
5. ทุกครั้งที่ขายสารเคมี ปุ๋ยเคมี และพันธุ์พืช ต้องให้ข้อมูลตามฉลากที่กรมวิชาการเกษตรรับรอง หรือใช้ภาษาที่เกษตรกรเข้าใจง่าย เพื่อความปลอดภัยต่อผู้ผลิต ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม
การขอใบอนุญาตและต่อใบอนุญาตวัตถุอันตราย ปุ๋ยเคมี และพันธุ์พืช
หลักฐานผู้ประกอบการขายวัตถุอันตรายทางการเกษตร
1.สำเนาบัตรประชาชน
2. สำเนาทะเบียนบ้าน
3. สำเนาทะเบียนพาณิชย์
เลขที่สถานประกอบการค้าต้องตรงกับร้านที่ขาย
4. สำเนาใบประกาศอบรมวัตถุอันตราย
ผู้ควบคุมการขายวัตถุอันตราย ทางการเกษตร
5. แบบคำขอ วอ.7
ขอได้ที่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 (ต้องเซ้นต์รับรองสำเนาทุกฉบับ)
หลักฐานผู้ประกอบการขายปุ๋ยเคมีหรือมีไว้ขาย
1.สำเนาบัตรประชาชน
2.สำเนาทะเบียนบ้าน
3.สำเนาทะเบียนพาณิชย์
เลขที่สถานประกอบการค้าต้องตรงกับร้านที่ขาย
4. แบบคำขอ ปค.1
ขอได้ที่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2
( ต้องเซ็นต์รับรองสำเนาทุกฉบับ )
หลักฐานผู้ประกอบการขายเมล็ดพันธุ์ควบคุม
1.สำเนาบัตรประชาชน
2. สำเนาทะเบียนบ้าน
3. สำเนาทะเบียนพาณิชย์
เลขที่สถานประกอบการค้าต้องตรงกับร้านที่ขาย
4. แบบคำขอ พพ.1
ขอได้ที่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2
( ต้องเซ็นต์รับรองสำเนาทุกฉบับ )
สหกรณ์
1. ใบสำคัญจดทะเบียนสหกรณ์
2. หนังสือรับรองผู้มีอำนาจลงนาม
3. สำเนาบัตรผู้มอบอำนาจ
4. สำเนาบัตรผู้รับมอบอำนาจ
5. หนังสือมอบอำนาจ ติดอากรแสตมป์ 10 บาท/ชุด
6. หนังสือรับรองสถานที่ตั้งสหกรณ์
( ต้องเซ็นต์รับรองสำเนาทุกฉบับ )
นิติบุคล
1. ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน หจก.
2. หนังสือรับรองการจดทะเบียน หจก.
ผู้มีอำนาจลงนาม
3. รายละเอียดวัตถุประสงค์
4. สำเนาบัตรประชาชนผู้มีอำนาจลงนาม
-หนังสือมอบอำนาจติดอากรแสตมป์ 10 บาท/ชุด – สำเนาบัตรผู้รับรองอำนาจ
( ต้องเซ็นต์รับรองสำเนาทุกฉบับ )
ค่าธรรมเนียมในการออกใบอนุญาต
ผู้ประกอบการร้านค้า ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการออกใบอนุญาตทุกปีที่หน่วยงานของกรมวิชาการเกษตร
ปุ๋ยเคมี 100 บาท / ฉบับ / ปี
พันธุ์พืช 100 บาท / ฉบับ / ปี
วัตถุอันตราย 500 บาท / ฉบับ / ปี
กรณีให้ส่งใบอนุญาตทางไปรษณีย์ เพิ่มค่าลงทะเบียน 30 บาท ติดต่อด้วยตนเอง หรือ ส่งหลักฐานพร้อมธนาณัติสั่งจ่าย ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 ต.วังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก 65130 โทร.0-5531-1991,
โทรสาร 0-5531-1406 หรือ 0-5531-1407
กรณีให้ส่งใบอนุญาตทางไปรษณีย์ เพิ่มค่าลงทะเบียน 30 บาท ติดต่อด้วยตนเอง หรือ ส่งหลักฐานพร้อมธนาณัติสั่งจ่าย ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 ต.วังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก 65130 โทร.0-5531-1991, โทรสาร 0-5531-1406 หรือ 0-5531-1407
หากมีข้อสงสัยติดต่อสอบถาม ศูนย์บริการวิชาการแบบเบ็ดเสร็จ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2
โทร 0-5531-1991 ,0-5531-14061
สถานที่ขอใบอนุญาตและต่อใบอนุญาต
* จังหวัดพิษณุโลก
สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2
ต.วังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก 65130
Tel:0-5531-1991 Fax:0-5531-1406,
0-5531-1407
หากมีข้อสงสัยติดต่อสอบถาม ศูนย์บริการวิชาการแบบเบ็ดเสร็จ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2
โทร 0-5531-1991 ,0-5531-14061
สถานที่ขอใบอนุญาตและต่อใบอนุญาต
* จังหวัดพิษณุโลก
สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2
ต.วังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก 65130
Tel:0-5531-1991 Fax:0-5531-1406,
0-5531-1407
ศูนย์วิจัยพืชไร่พิษณุโลก ต.วังทอง อ.วังทอง
จ.พิษณุโลก 65130Tel: 0-5531-1888
Fax: 0-5531-1368
*จังหวัดอุตรดิตถ์
สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2
ส่วนแยก วิจัยวัตถุมีพิษ อุตรดิตถ์
ต.ชัยชุมพล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ 53130
Tel: 0-5543-6317 Fax: 0-5543-6318
*จังหวัดเพชรบูรณ์
ศูนย์วิจัยพืชไร่เพชรบูรณ์ ต.สะเดียง
อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ 67000
Tel: 0-5672-1507 Fax: 0-5672-0687
ศูนย์วิจัยพืชสวนเพชรบูรณ์ ( เขาค้อ )
ต.สะเคาะพง อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ 67270
Tel: 0-5681-0024 Fax: 0-5681-0025
*จังหวัดพิจิตร
ศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตร ต.โรงช้าง อ.เมือง
จ.พิจิตร 66000
Tel: 0-5699-0037 Fax: 0-5661-2351
*จังหวัดตาก
ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตตาก อ.เมือง จ.ตาก 63000
Tel: 0-5551-2131 Fax: 0-5551-4034
*จังหวัดสุโขทัย
ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตสุโขทัย ( ศรีสำโรง ) อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย 64120 Tel: 0-5568-1384 Fax: 0-5568-1385
สถานที่ขอใบอนุญาตและต่อใบอนุญาต
*หน่วยงานของกรมวิชาการเกษตรทุกแห่งทั่วประเทศ
* เขตภาคเหนือตอนล่าง
ส่งหลักฐานทางไปรษณีย์ถึงสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 พร้อมธนาณัติสั่งจ่าย ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 ต.วังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก 65130
มีปัญหาติดต่อสอบถามได้ที่
หน่วยงานของกรมวิชาการเกษตรทุกแห่งทั่วประเทศ
* www.doa.go.th
* สำนักควบคุมพืชและวัสดุทางการเกษตร
Tel: 02-9406573 Fax: 02-5798535
* สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2
Tel: 0-5531-1991 Fax: 0-5531-1406
E-mail: oard2 .com

การเปิดร้านขายยาแผนโบราณ


การเปิดร้านขายยาแผนโบราณ
 
พรบ.การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๕๔๒
พระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.๒๕๔๒
มาตรา ๔ การประกอบโรคศิลปะ หมายความว่า..การประกอบวิชาชีพที่กระทำหรือมุ่งหมายจะกระทำต่อมนุษย์ เกี่ยวกับการตรวจโรค การวินิจฉัยโรค การบำบัดโรค การป้องกันโรค การส่งเสริมและการฟื้นฟูสุขภาพ การผดุงครรภ์ แต่ไม่รวมถึงการประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุขอื่นตามกฏหมายว่าด้วยการนั้นๆ
 
การแพทย์แผนไทย หมายความว่า การประกอบโรคศิลปะตามความรู้หรือตำราแบบไทย
ที่ถ่ายทอดและพัฒนาสืบต่อกันมาหรือตามการศึกษาจากสถานศึกษาที่คณะกรรมการรับรอง
เวชกรรมไทย หมายความว่า การตรวจ การวินิจฉัย การบำบัด หรือการป้องกันโรค
 
ด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย
เภสัชกรรมไทย หมายความว่า การกระทำในการเตรียมยา การผลิตยา การประดิษฐ์ยาการเลือกสรรยา การควบคุมและการประกันคุณภาพยา การปรุงยาและการจ่ายยาตามใบสั่งยา ของผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทย และการจัดจำหน่ายยาตามกฎหมายว่าด้วยยาทั้งนี้ด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย
 
การผดุงครรภ์ หมายความว่า การตรวจ การบำบัด การแนะนำ และการส่งเสริมสุขภาพหญิงมีครรภ์การป้องกันความผิดปกติในระยะตั้งครรภ์และระยะคลอด การทำคลอด การดูแลและส่งเสริมสุขภาพมารดาและทารกในระยะหลังคลอด ทั้งนี้ด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย
การแพทย์แผนไทยประยุกต์ หมายความว่า การประกอบโรคศิลปะตามการศึกษาจากสถานศึกษษที่คณะกรรมการรับรอง และใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อการวินิจฉัยและบำบัดโรคตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
 
ผู้ประกอบโรคศิลปะ หมายความว่าผู้ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะจากคณะกรรมการวิชาชีพ
มาตรา ๕ การประกอบโรคศิลปะตามพระราชบัญญัตินี้แบ่งออกเป็นสาขาต่างๆดังนี้
๑. สาขาการแพทย์แผนไทย ได้แก่ เวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย การผดุงครรภ์ และการแพทย์แผนไทย
ประเภทอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการ
๒. สาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์
๓. สาขากายภาพบำบัด
๔. สาขาเทคนิคการแพทย์
๕. สาขาอื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

การทำธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา


การทำธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา
 
พูดถึงโรงเรียนกวดวิชาเนี่ย ถ้า ทำดีมีชื่อเสียงเเละมีอาจารย์ดีมาสอน มีสถานที่ดีๆ รับรองไ้ด้ครับรอรับเงินอย่างเดียวเลยครับพี่น้องผองเพื่อน
 
เนื่องจากปัจจุบันมีโรงเรียนกวดวิชาเกิดขึ้นมากมายในจังหวัดลพบุรี  มีทั้งที่เปิดถูกต้องตามกฎหมายและที่เปิดไม่ถูกต้อง เพราะผู้ปกครองและนักเรียนให้ความสำคัญกับโรงเรียนกวดวิชามากขึ้น  มีผู้ปกครองบางท่านลงทุนเหมารถตู้ให้บุตรหลานเข้าไปเรียนกวดวิชาในกรุงเทพฯทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ก็มี โรงเรียนกวดวิชาเป็นโรงเรียนเอกชนตามมาตรา 15(2)
 
        ปัจจุบันสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี เขต1 มีโรงเรียนเอกชนมาตรา 15(2)ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 ที่ขออนุญาตเปิดถูกต้องตามกฎหมาย จำนวน 54 โรงเรียน ดังนี้
ประเภทกวดวิชา
1.โรงเรียนกวดวิชาสหวิทย์
2.โรงเรียนกวดวิชานารายณ์บัณฑิต
3.โรงเรียนกวดวิชาเสริมหลักสูตร อำนวย
4.โรงเรียนกวดวิชาเสริมหลักสูตรวิชัย
5.โรงเรียนกวดวิชาดาวตะวัน
6.โรงเรียนกวดวิชาเอกคณิต
7.โรงเรียนกวดวิชาเอราวัณ
8.โรงเรียนกวดวิชาและภาษารศิน
9.โรงเรียนกวดวิชาบ้านความรู้
10.โรงเรียนกวดวิชาวัชริศ
11.โรงเรียนกวดวิชาจักรดาว
12.โรงเรียนกวดวิชารักเรียน
13.โรงเรียนกวดวิชากนกพรรณ
14.โรงเรียนกวดวิชาฟิสิกส์สุพัตรา
15.โรงเรียนกวดวิชาสระแก้ว
16.โรงเรียนกวดวิชาอมรชัย
17.โรงเรียนกวดวิชาสุกัญญา
18.โรงเรียนกวดวิชาไพรัช
19.โรงเรียนกวดวิชาทองทิพย์วิทยา
20.โรงเรียนกวดวิชากรุงเทพฯบัณฑิต
21.โรงเรียนกวดวิชา ณ แมน
22.โรงเรียนกวดวิชาภาษาวาทินี
23.โรงเรียนกวดวิชาแสงตะวัน
24.โรงเรียนกวดวิชาภัทรภรลพบุรี
25.โรงเรียนกวดวิชาวัชรปัญญา
26.โรงเรียนกวดวิชาอาจารย์เก็ท
27.โรงเรียนกวดวิชาเลิศวิทย์
28.โรงเรียนกวดวิชาพิชรี
29.โรงเรียนกวดวิชาบ้านแสนรัก
30.โรงเรียนกวดวิชาวิชญาพร
31.โรงเรียนกวดวิชาวิทย์คณิต
32.โรงเรียนกวดวิชารัชนี
ประเภทศิลปและอาชีวศึกษา
33.โรงเรียนดนตรีสุจินดา
34.โรงเรียนเสริมสวยเกศไพบูลย์
35.โรงเรียนสอนตัดเสื้อจุฑาทิพย์
36.โรงเรียนคอม ฯและภาษาลพบุรี
37.โรงเรียนลพบุรีการแพทย์แผนไทย
38.โรงเรียนศรีวิจิตรพิมพ์ดีด
39.โรงเรียนเสริมสวยกัลยา
40.โรงเรียนเชาวลิตคอมพิวเตอร์
41.โรงเรียนบ้านรำไทย
42.โรงเรียนนงนุชพิมพ์ดีด
43.โรงเรียนนวัตกรรมเทนนิส
44.โรงเรียนวิทยาศาสตร์ชีวิตและศิลปะ
45.โรงเรียนสอนภาษาปรียากุล
46.โรงเรียนพิชญะการดนตรี
47.โรงเรียนภาษาหัวเต๊อะวิทยา
48.โรงเรียนศิลปะและการแสดงรักศิลป์
49.โรงเรียนภาษาสนุกลพบุรี
50.โรงเรียนบ้านเพลงการดนตรี
51.โรงเรียนภาษาเรียนสนุก
52.โรงเรียนสอนกอล์ฟ ธงชัยใจดี
53.โรงเรียนลดาคอมฯและภาษา
54.โรงเรียนเสริมสวยสุเทวี
                    (  ข้อมูล  10  มิถุนายน  2550  )          ดังนั้น  โรงเรียนที่ไม่มีรายชื่อจะถือว่าเป็น  “โรงเรียนกวดวิชาที่เปิดสอนไม่ถูกต้องตามกฎหมาย” ตามระเบียบฯโรงเรียนที่ขอจัดตั้งถูกต้องตามกฏหมายจะต้องรายงานการดำเนินกิจการให้ สพท.ลบ.1ทราบทุกเดือน
และถ้าต้องการจะเปิดโรงเรียนกวดวิชาให้ถูกต้องจะต้องดำเนินการยื่นคำร้องขออนุญาตจัดตั้งโรงเรียนพร้อมเอกสารประกอบ ดังนี้
1.แบบรายการประวัติย่อของผู้ขอรับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนท้ายแบบ สช.1
2.เอกสารแสดงสิทธิ์ในที่ดิน  หรือสัญญาเช่า
3.สำเนาทะเบียนบ้าน
4.หลักฐานแสดงความรู้
5.หลักฐานแสดงว่ามีสัญชาติไทยโดยการเกิด
6.รูปถ่าย 1 นิ้ว หน้าตรงไม่สวมหมวก  จำนวน 3ใบ
7.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
8.หนังสือยินยอมของคู่สมรส
9.ระเบียบการของโรงเรียน
10.แผนผังโรงเรียน/ห้องเรียน
11.แผนการเรียน
12.โครงการ
13.ผู้รับรองข้าราชการตั้งแต่ระดับ 4 ขึ้นไป พร้อมสำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการ
โรงเรียนใดที่ไม่มีรายชื่อและประสงค์จะจัดตั้งให้ถูกต้องให้นำเอกสารทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วไปยื่นเรื่องขอจัดตั้งโรงเรียนเอกชนตามมาตรา15(2)ได้ที่กลุ่มส่งเสริมสถานศึกษาเอกชน

ทำธุรกิจขายนมสด


ทำธุรกิจขายนมสด
 
ปัญหาน้ำนมโคสดล้นตลาดมีให้เห็นอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะเกษตรกรนำมาเททิ้งเพื่อเรียกร้องหนทางแก้ปัญหาจากรัฐบาล ดังนั้นกองทุน FTA กระทรวงพาณิชย์ จึงมอบหมายให้ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิจัยหาทางแก้ปัญหาด้านการตลาดโคนมสดของไทยอย่างถาวร ล่าสุดเปิดตัวแฟรนไชส์ Smile Milk นมสดพร้อมดื่ม และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากนมสดของไทย
 
รองศาสตราจารย์นพรัตน์ รุ่งอุทัยศิริ หัวหน้านักวิจัยและโครงการวิจัยและพัฒนากลไกรองรับยุทธศาสตร์ด้านการตลาดนมโคสดแท้ 100% ของประเทศไทย
ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดตัวแฟรนไชส์ Smile Milk อย่างเป็นทางการ ภายใต้ยุทธศาสตร์ด้านการตลาดนมโคสดแท้ 100% ของประเทศไทย โดยได้รับมอบหมายจากกองทุน FTA กระทรวงพาณิชย์ เมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา
แบบ Mobile ค่าแฟรนไชส์ 50,000 บาท
รองศาสตราจารย์ นพรัตน์ รุ่งอุทัยศิริ หัวหน้านักวิจัยและโครงการวิจัยและพัฒนากลไกรองรับยุทธศาสตร์ด้านการตลาดนมโคสดแท้ 100% ของประเทศไทย เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานอาชีพเกษตรกรรมเลี้ยงโคนมแก่เกษตรกรชาวไทย เมื่อปี พ.ศ. 2505 และได้มีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นเกษตรกรรมประเภทที่ให้มูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมากประเภทหนึ่ง จากข้อมูลตลาดนมโคในประเทศไทยพบว่า ประเทศไทยมีจำนวนโคนม 525,019 ตัว จากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม 23,400 ครัวเรือน และสามารถผลิตน้ำนมดิบในประเทศผลิตได้ 862,495 ตัน ต่อปี ในขณะที่คนไทยบริโภคนมรวมทั้งสิ้น ปีละ 934,674 ตัน และส่งออกถึง 93,764 ตัน ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่าไม่เพียงพอต่อการบริโภค ทำให้ประเทศไทยต้องนำเข้าผลิตภัณฑ์นมถึง 168,845 ตัน ถือเป็นมูลค่าถึง 14,573 ล้านบาท โดยเป็นนมผงขาดมันเนยถึง 50,060 ตัน ถือเป็นมูลค่า 5,120 ล้านบาท
ดร.วรณิกา นาควัชระ นักวิจัยทางด้านการตลาดและการสื่อสารทางการตลาดของโครงการ
แต่อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการผลิตไม่เอื้อต่อการได้ ขนาดการผลิตที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เนื่องจากมีเกษตรกรรายย่อยถึง 80% ของฟาร์มทั้งหมด ทำให้ ต้นทุนการผลิตสูง และผลิตภัณฑ์จากน้ำนมดิบในประเทศมีราคาแพงกว่าผลิตภัณฑ์จากนมผงนำเข้า เช่น ประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถสู้กับภาวะการแข่งขันได้ และส่วนหนึ่งเลิกอาชีพพระราชทานนี้ไป
เครื่องดื่มนมโคแท้ 100%
ทั้งนี้ผลจากการศึกษาวิจัยในเรื่องการตลาดได้ผลการศึกษาว่าให้มีการออกเครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์ นมโคสดแท้ 100% จากภาครัฐและให้มีธุรกิจแฟรนไชส์ในผลิตภัณฑ์อาหารนมแปรรูปเพื่อให้เข้าถึง ผู้บริโภคได้มากขึ้น โดยผลจากการวิจัยได้มีการดำเนินการที่มีนัยสำคัญทางการตลาด และพาณิชย์ คือ มีการออกเครื่องหมายรับรอง “โบทอง” ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่รับรองว่า เป็นนมพร้อมดื่มที่มาจากน้ำนมโคไทยเท่านั้น พร้อมกับได้ยื่นขอจดเครื่องหมายรับรองนี้กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว และนอกจากการออกสัญลักษณ์โบทองแล้ว ยังได้มีการวางกลยุทธ์ทางการตลาดโดยการออกเครื่องหมายการค้า Smile Milk ให้แก่ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากนมน้ำนมโคไทยเท่านั้น ซึ่งได้มีการจดทะเบียนไว้ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้วเช่นกัน
แฟรนไชส์แบบ Home ค่าแฟรนไชส์ 100,000 บาท
ดร.วรณิกา นาควัชระ นักวิจัยทางด้านการตลาดและการสื่อสารทางการตลาดของโครงการ กล่าวว่า ร้านค้า “Smile Milk” จะเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นม และผลิตภัณฑ์นมแปรรูป ต่างๆ เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มทั่วประเทศได้เข้าถึงได้อย่างทั่วถึง เครื่องหมายการค้า “Smile Milk” จึงเป็นเครื่องหมายการค้าผลิตภัณฑ์นมแห่งชาติ หรือ “National Brand” อันทรงคุณค่า ทางโครงการได้จัดให้มีร้านค้า “Smile Milk” ในรูปแบบต่างๆ ผู้ที่สนใจจะดำเนินธุรกิจขนาดย่อยจะสามารถเลือกได้จากความสามารถในการลงทุน พื้นที่ๆ จะจัดตั้ง และกลุ่มเป้าหมาย โดยแบ่งเป็น 3 รูปแบบคือ
แฟรนไชส์แบบ Home
แบบที่ 1 Smile Milk Home เป็นร้านค้าเต็มรูปแบบ มีที่นั่งใช้เนื้อที่ตั้งแต่ 50 ตารางเมตร ขึ้นไป ค่าแฟรนไชส์ 100,000 บาท
แบบที่ 2 Smile Milk Hut เป็นร้านค้ารูปแบบซื้อเพื่อนำกลับ หรือ grab and go ใช้เนื้อที่ตั้งแต่ 15-30 ตารางเมตร ค่าแฟรนไชส์ 80,000 บาท
แบบที่ 3 Smile Milk Mobile เป็นร้านค้าเคลื่อนที่ สามารถจอดได้ทุกสถานที่ ค่าแฟรนไชส์ 50,000 บาท
แบบ Kiosk
ขณะนี้ได้มีร้านค้าทั้ง 3 รูปแบบ เป็นร้านค้าต้นแบบ และได้ดำเนินการมาเป็นเวลา 6 เดือนแล้วดังนี้คือ Smile Milk Home สาขานิมมานเหมินทร์ ซอย 5 จังหวัดเชียงใหม่, Smile Milk Hut สาขาจามจุรีสแควร์ และ Smile Milk Mobile ซึ่งจอดอยู่หน้าศูนย์หนังสือจุฬาฯ สยามสแควร์ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภค
แบบ Hut ค่าแฟรนไชส์ 80,000 บาท“เรามั่นใจว่า Smile Milk จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะสร้างอาชีพที่ยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการรายย่อย และในขณะเดียวกันก็เป็นปัจจัยหลักที่จะสร้างความมั่นคงให้กับอาชีพเกษตรกรโคนมไทยอันเป็นอาชีพพระราชทานสืบต่อไป” ดร.วรณิกา กล่าวทิ้งท้าย
Smile Milk ผลิตภัณฑ์นมโคแท้ จากเกษตรโคนมไทย
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-2218-2889 หรือติดตาม ความเคลื่อนไหวของ Smile Milk ได้ที่ www.facebook.com/smilemilkfranchise
อ่านเพิ่มเิติมได้ที่ ผู้จัดการ

ธุรกิจขายสินค้าเเฟชั่นออนไลน์


ธุรกิจขายสินค้าเเฟชั่นออนไลน์
 
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา คนเมืองหลวงในหลายพื้นที่ก็คงจะได้มีโอกาสลุยน้ำกันบ้าง เพราะด้วยปริมาณฝนที่ตกกันอย่างไม่ลืมหู ลืมตา และสิ่งที่สาวๆ ออฟฟิศมองหา แฟชั่นการแต่งตัวตามของฤดู แฟชั่นหน้าฝนลุยน้ำท่วมอย่างนี้ก็ต้องรองเท้าบูท และเสื้อกันฝน
นฤมน รัตนกิจกำธร เจ้าของเว็บไซต์ www.loome-shop
สำหรับธุรกิจรองเท้าและเสื้อลุยฝนที่เติบโตกันอย่างเป็นล้ำ เป็นสัน ก็ต้องยกให้กับช่องทางการขายผ่านเว็บไซต์ รูปแบบที่มีให้เลือกนับร้อยแบบ บวกกับดีไซน์ที่ทันสมัย ทำให้สาวๆ ออฟฟิศ อดใจไม่ได้ที่จะช้อป รองเท้าบูท และเสื้อกันฝนเก๋มาสวมใส่ นอกเหนือจากร่มคันเก่ง แม้ว่าโอกาสสวมใส่จะมีไม่มีกี่เดือน แต่ก็ยอมควักกระเป๋าซื้อเสื้อกันฝน และรองเท้า ที่ราคาหลักพันบาทมาไว้ครอบครอง และหาโอกาสใส่ในภายหลัง
นฤมน รัตนกิจกำธร เจ้าของเว็บไซต์ www.loome-shop ผู้ซึ่งดำเนินกิจการขายเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ เล่าถึงธุรกิจการขายรองเท้าบูท และเสื้อกันฝน ในช่วงนี้ว่า ผลตอบรับค่อนข้างดีมาก เพราะปัจจุบันทั้งรองบูท และเสื้อกันฝน กลายเป็นแฟชั่นที่ได้รับความนิยม เนื่องจากมีสีสัน และรูปแบบให้เลือกจำนวนมาก เป็นแรงกระตุ้นให้สาวหันมาสวมใส่ เพราะนอกจากจะกันฝน ลุยน้ำได้แล้ว ยังเป็นแฟชั่นการแต่งตัวที่ทำให้สาวได้คลายเครียดกับปัญหาฝนตกไปได้บ้าง แฟชั่นชุดกันฝนนั้นได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้นำแฟชั่นอย่างเกาหลี มีชุดกันฝนรูปแบบสีสันสดใส ในขณะที่ประเทศไทยก็เริ่มได้รับความนิยมเมื่อปีที่ผ่านมา จากเหตุการณ์ฝนตกน้ำท่วม พอมาปีนี้ ก็มีคนนำเข้ามาจำหน่ายมากขึ้น พอถึงฤดูฝน สาวๆ ก็เริ่มมองหาแฟชั่นรองเท้าบูท และเสื้อกันฝนมาสวมใส่แบบอินเทรนด์

แฟชั่นเสื้อกันฝน คุณหนูๆ
ส่วนจุดเริ่มต้นของ lookme-shop เกิดขึ้นมาจากการชักชวน จากน้องสาวคนญาติๆกัน ซึ่งมีประสบการณ์การขายผ่านเว็บไซต์มาก่อน ผลตอบแทนค่อนข้างดี และไม่ต้องลงทุนเปิดหน้าร้าน ใช้ช่องทางอินเตอร์เน็ตเป็นหน้าร้าน แบบไม่มีต้นทุน และประกอบกับมองถึงหลักความจริง ที่ว่า มันช่วยให้เราสามารถขายสินค้าได้ทั่วประเทศ โดยเฉพาะคนต่างจังหวัด ซึ่งบางครั้งอยู่ในพื้นที่ อาจจะห่างไกลจากศูนย์การค้า หรือแหล่งซอปปิ้งสำคัญๆ ก็สามารถที่จะซื้อสินค้าแบบใหม่ที่ทันสมัยพร้อมกับคนเมืองหลวงได้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าช่วงฤดูฝนในบ้านเราจะมีแค่ไม่กี่เดือน แต่ด้วยความที่รองเท้าบูทได้มีการพัฒนารูปแบบ เป็นแฟชั่นที่สวยงามสำหรับสาวๆไปแล้ว ทำให้การขายรองเท้าบูท ไม่ได้มีเฉพาะแค่ช่วงเดือนที่ฝนตก คือ สิงหาคมถึงพฤศจิกายน เท่านั้น แต่มีกลุ่มลูกค้าที่ต้องสวมใส่รองเท้าบูทเป็นประจำ เช่น แพปลา ก็หันมาสนใจแฟชั่นรองเท้าบูทสีสันสดใส และซื้อสวมใส่แทนรองเท้าบูทสีดำธรรมดาที่ใส่กันทั่วไป ทำให้ปัจจุบันสามารถขายรองเท้าบูทได้ทั้งปี
มีหลายแบบหลายไสต์ตามความชอบของแต่ละวัย
สำหรับราคารองเท้า มีตั้งแต่หลักร้อย ไปจนถึงหลักพันบาท ราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรองเท้าบูททั่วไป เพราะเลือกรองเท้าแบรนด์เนมที่เป็นสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยการซื้อผ่านตัวแทนจำหน่ายในประเทศ ในส่วนของแบบมีให้เลือกหลายสิบแบบ รูปแบบที่ได้รับความนิยมในช่วงนี้ จะเป็นแฟชั่นรองเท้าลายจุด
ที่มาของการเลือกนำรองเท้าบูทมาขาย มาจากการที่ตัวเองได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ เห็นแฟชั่นรองเท้าบูท และเสื้อกันฝนที่วัยรุ่นสวมใส่กันดูสีสันสดใส เกิดความคิดว่าน่าจะลองนำเข้ามาขายในประเทศไทย (ตอนนั้นก็คิดว่าจะขายได้หรือเปล่า เพราะถ้าบ้านเราเวลาแต่งตัวเยอะไปคนก็มองว่าแปลก ) และความฝันก็เป็นความจริง เพราะที่บ้านเราฝนตกหนัก และมีน้ำท่วมเป็นบางพื้นที่ทำให้มีลูกค้าสั่งซื้อเข้ามามากขึ้น ซึ่งในส่วนของแฟชั่นหน้าฝน เริ่มขายปีนี้เป็นปีแรก แต่สำหรับเว็บไซต์ lookme-shop เปิดดำเนินการมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ประมาณ 1 ปี สินค้าของเราหลักเป็นเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายแฟชั่นเน้นความทันสมัย
การเติบโตของ lookme – shop ถือว่าค่อนข้างดี เพราะปัจจุบันความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะสะดวก สบาย ลูกค้าเพียงแค่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือ บนโทรศัพท์มือถือ ก็สามารถสั่งซื้อสินค้าในแบบที่ต้องการได้ และประกอบกับ มีผู้ประกอบการที่สนใจมาเปิดร้านค้าบนโลกออนไลน์กันมากขึ้น ดูจากร้านค้าที่เปิดใหม่บนอินเตอร์เน็ตวันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 50 ร้าน ลูกค้าก็จะมีตัวเลือกมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินทางไปช้อปปิ้ง โดยเฉพาะลูกค้าต่างจังหวัด ก็สามารถแต่งตัวตามแฟชั่นเหมือนคนกรุงเทพฯได้
นฤมน เล่าว่า ตนเองมีรายได้จากการขายสินค้าผ่านเว็บไซต์เดือนหนึ่งอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาทถึง 20,000 บาท ซึ่งเป็นรายได้เสริมจากงานประจำ เพราะการขายผ่านเว็บไซต์ใช้เวลาไม่มาก จึงไม่กระทบต่องานประจำที่ทำอยู่ โดยเริ่มต้นจากน้องสาวสอนวิธีการทำเว็บไซต์ ปัจจุบันมีเว็บไซต์สำเร็จรูปเกิดขึ้นมาก ทำให้ง่ายไม่ยุ่งยากอะไร ใครก็สามารถทำการค้าบนเว็บไซต์ได้ ส่วนการลงทุน ส่วนใหญ่ใช้ไปกับการลงทุนซื้อสินค้ามากกว่า เริ่มต้นลงทุนไปประมาณ 4,000 บาท ปัจจุบันต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนต่อเดือนประมาณ 8,000-9,000 บาท
สำหรับแนวคิดในการเลือกซื้อสินค้ามาขายบนเว็บไซต์ โดยส่วนตัวเป็นคนชอบแต่งตัวตามแฟชั่น ก็เลือกทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ และถนัดก่อน ส่วนการเลือกสินค้ามาขายช่วงหน้าฝน เกิดมาจากส่วนตัวเองเป็นคนชอบอะไรที่สวยๆๆและดูดี และปัญหาที่พบกับตัวเอง คือ เวลาหน้าฝนมันเป็นอะไร ที่เปียกแฉะสกปรกเลอะเทอะ นึกถึงเวลาไปทำงานรองเท้าใส่ หรือ ชุดทำงาน รวมถึงผมที่ไดร์ไปสวย พอเปียกฝน วันนั้น ก็คงไม่อยากทำงาน ซึ่งสาวหลายคนก็คิดเหมือนกับเราก็เลยลองหาอะไรที่ช่วยให้ใส่แล้วเป็นแฟชั่นและดูดีที่เหมาะกับสภาพหน้าฝน จึงได้เป็นที่มาของธุรกิจดังกล่าว และก็ไม่ผิดหวังและผลตอบรับที่ออกมาดีเกินคาด
โทร.08-1997-9922 www.lookme-shop.com

เปิดร้านขายอุปกรณ์เเต่งบ้าน


เปิดร้านขายอุปกรณ์เเต่งบ้าน
 
ผัก ผลไม้ปลอม ของแต่งบ้าน ที่เกิดจากช่างฝีมือ ที่ไม่สามารถทดแทนด้วยการผลิตจากเครื่องจักรที่ทันสมัยได้ ดังนั้น ผักผลไม้ ปลอมจากช่างฝีมือคนไทย จึงยังสามารถยืดหยัดอยู่ในตลาดส่งออก โดยไม่ต้องเกรงกลัวสินค้าคู่แข่งจากประเทศจีน
ผัก ผลไม้ในโหลดอง
 
นางฐิติวรรณ นันทนพิบูลย์ เจ้าของผู้ผลิตผักผลไม้ปลอม จากงานปั้นแป้งผสมกาว หนึ่งในผู้ส่งออกรายใหญ่ เพียงไม่กี่รายในเมืองไทย เล่าว่า ตนเองได้ทำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมานานกว่า 10 ปี เริ่มต้นจากการปั้นดอกไม้จากแป้งผสมกาว ดอกไม้หลักที่ทำขายดอกกล้วยไม้ กลุ่มลูกค้าส่งออกเกือบ 80% แต่เนื่องจากปั้นดอกกล้วยไม้ มีคนทำกันมาก มีคู่แข่งในตลาดเยอะมาก และประกอบกับลูกค้าชาวต่างประเทศที่มาสั่งซื้อดอกกล้วยไม้จากเรา เขาต้องการให้เราปั้นผลไม้ปลอม จึงได้ทดลองทำผลไม้ปลอมออกมา

นางฐิติวรรณ นันทนพิบูล เจ้าของ
เริ่มต้นจากการปั้นแอปเปิ้ล ซึ่งก็ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง อาศัยว่าเรามีทักษะการปั้นดอกไม้มาก่อน ที่จะมาปั้นผักผลไม้จึงไม่ใช่เรื่องยาก และพอฝึกฝีมือไปเรื่อย จนผลงานออกมาใกล้เคียงกับของจริง ก็มีออร์เดอร์ต่างประเทศเข้ามา ซึ่งในช่วงนั้น มีออร์เดอร์ผลไม้ปลอมเข้ามา โดยเฉพาะแอปเปิ้ลอย่างเดียวสามารถขายได้มากกว่า 1 ล้านลูก และมีผลไม้ชนิดอื่นๆ ออกมาเรื่อยตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งแต่ละเดือนมีออร์เดอร์เข้ามาหลักล้านชิ้นขึ้นไป มีรายได้ต่อปี ประมาณ 30 ล้านบาท โดยมีการส่งออกไปขายยังประเทศ หลัก คือ สหรัฐอเมริกา กว่า 90% ที่เหลือเป็นยุโรป และญี่ปุ่น
ในส่วนของการผลิตมีโรงงานผลิตอยู่ที่จังหวัดอ่างทอง โดยโรงงานจะทำการผลิตตามบล็อกออก ทำให้สามารถผลิตได้ครั้งละจำนวนมาก แต่ในส่วนของการตกแต่งลวดลายและการลงสีให้เหมือนจริง ต้องอาศัยช่างฝีมือ ซึ่งปัจจุบันมีช่างที่มีฝีมือ ที่สามารถทำงานตรงนี้ให้ประมาณ 20 คน ซึ่งตรงช่างฝีมือนี้เอง ทำให้ปัจจุบัน โรงงานผลิตผลไม้ปลอมจากประเทศจีน ยังไม่สามารถแข่งขันกับเราได้ เพราะงานจากโรงงานผลิตของเราจะทำงานออกมาได้ ละเอียด เหมือนจริงและสวยกว่า เนื่องจากจีนขายราคาถูก ทำให้ต้องขายปริมาณมากๆ การจะมาทำงานฝีมือที่ละเอียดและต้องใช้เวลาอย่างเราจึงทำไม่ได้ เราเองจึงยังสามารถแข่งขันในตลาดส่งออกตรงนี้ได้ เพราะถ้าเทียบฝีมือ กับราคาของเราก็ยังถือว่าไม่แพง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสินค้าจากรประเทศจีนจะไม่สามารถแข่งขันเรื่องฝืมือกับเราได้ แต่ด้วยราคาก็สามารถแข่งขันได้ หลายคนก็ยังต้องการของถูกอยู่ดี ด้วยเหตุนี้ เองทำให้ต้องปรับตัว ด้วยการทำงานที่ยากขึ้น และมีความสวยงามมากขึ้น โดยหันมาทำผักปลอม เพราะผักมีรายละเอียดเยอะกว่า และต้องใช้ฝีมือการผลิตมากกว่า เครื่องจักรอย่างเดียวยังไม่สามารถทำได้ เราจึงหันมาทำงานผักปลอมมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประกอบกับลูกค้ามีความต้องการ และมีออร์เดอร์เข้ามา
ปัจจุบัน มีผักปลอมในรูปแบบต่างๆ ออกมา ครอบคลุมทั้งผักที่ปลูกในประเทศไทย และผักที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ หลายชนิด และยังมีการจำลองการทำผักดองใส่ขวดโหล ของแต่งบ้านที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ รวมถึงปัจจุบันในประเทศไทย นิยมตกแต่งร้านอาหาร หรือ ตกแต่งบ้าน ด้วยขวดโหลผักผลไม้ดอง ความโดดเด่นอยู่ที่สีสันที่สดใส และความเป็นธรรมชาติ ที่ดูไม่เบื่อ ทำให้ได้รับความนิยมในกลุ่มของคนที่ชื่นชอบการแต่งบ้าน
นางฐิติวรรณ เล่าว่า กว่าเราจะได้ขวดผักดองจำลอง สีสันสดใส ดังกล่าว เราก็ต้องใช้เวลาในการทดลองอยู่นาน กว่า 2 ปี เพื่อทดสอบน้ำยาที่นำมาแช่ ว่าจะไม่ทำปฏิกริยากับผัก ผลไม้ ปลอม ซึ่งได้ทดลองกับน้ำยาหลายชนิด และได้ค้นพบน้ำยาตัวหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ได้ โดยไม่มีปัญหาหลังจากแช่อยู่นานกว่า 2 ปี ซึ่งเริ่มนำออกมาทำตลาดเมื่อ ปลายปีที่ผ่านมา และได้ออร์เดอร์การสั่งซื้อจากต่างประเทศ เกือบ ทั้งหมด มีวางจำหน่ายในประเทศเพียงเล็กน้อย ที่ร้านของตนเองที่สวนจตุจักร
ส่วนวัตถุดิบหลักในการทำงานปั้นของเรา คือ แป้ง ซึ่งเป็นสูตรที่เราคิดค้นขึ้นมาเป็นพิเศษ ที่เลือกใช้แป้ง เพราะเนื้อแป้งมีสีขาว ทำให้สามารถตกแต่งสีให้เป็นสีต่างๆ ที่เหมือนจริงได้ง่าย สำหรับช่องทางการจัดจำหน่าย การออกงานแสดงสินค้า และมีหน้าร้านอยู่ที่ส่วนจตุจักร ที่ผ่านมา ส่งออกเป็นหลัก ลูกค้าหลัก สหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น แต่เนื่องจากผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ยอดการสั่งซื้อลดลงกว่า 60% บวกกับผลกระทบค่าเงินบาท ในช่วงนี้ ทำให้สินค้าของเรามีราคาสูงขึ้น แต่มีการแจ้งล่วงหน้าให้กับลูกค้าต่างประทศได้ทราบเรื่องดังกล่าว และขอปรับราคาขึ้นอีก จากเดิมขาย อยู่ที่ 58 เซน แต่ผลกระทบจากค่าเงิน บวกกับต้นทุนที่สูงขึ้นทำให้ต้องปรับขึ้นมาอยู่ที่ 68 เซน ส่วนราคาผักผลไม้ดองในโหลขายอยู่ที่โหลละ 280 บาท
นอกจากนี้ ในส่วนของผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา บวกค่าเงินในปัจจุบันทำให้สินค้าราคาสูงขึ้น ทำให้ยอดการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศลดลงไปกว่า 60% ทางออกในขณะนี้ คือ พยายามหาตลาดใหม่ เช่น ในแถบตะวันออกกลาง และการเปิดตลาดภายในประเทศให้มากขึ้น
โทร.0-2398-2059

ทำธุรกิจร้านขายอาหารเจ

ทำธุรกิจร้านขายอาหารเจ

สำหรับเทศกาลกินเจในช่วงนี้ สิ่งที่เราพบเห็นกันมากคืออาหารเจที่ทำออกมาขายกันเป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งก็คงจะมาจากการเพิ่มขึ้นของคนกินเจ บวกกับกระแสของอาหารเพื่อสุขภาพที่มาแรง และความตั้งใจของคนไทย ซึ่งเป็นเมืองพุทธ ที่ต้องการสร้างบุญ สร้างกุศลด้วยการละเว้นการทำบาป โดยอาศัยช่วงนี้ร่วมไปในเทศกาลกินเจ ส่งผลให้เทศกาลอาหารเจได้รับการตอบรับเพิ่มขึ้น จากคนทุกกลุ่ม
ราดหน้าเจ



โดยเทศกาลกินเจปีนี้ ทางร้าน ORGA ORGANIC ของป้าอ้วน “วิมล เจวรัมย์” ซึ่งตั้งอยู่ตรงทางเข้าเมืองทองธานี จำหน่ายผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก รวมถึงเครื่องดื่ม กาแฟ และอาหารมังสวิรัติ และเจ (อาหารจะเน้นเป็นเมนูเพื่อสุขภาพ) เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการรับประทานอาหารเจ ด้วยประสบการณ์ด้านการทำอาหารเพื่อสุขภาพ รวมถึงอาหารเจของป้าอ้วนที่มีมานานกว่า 30 ปี



สำหรับในช่วงนี้ป้าอ้วนได้ประดิดประดอย 10 เมนูเพื่อสุขภาพที่ป้าทำขายเป็นประจำ ในลักษณะของอาหารมังสวิรัติ มาปรับเป็น 10 เมนูอาหารเจเพื่อสุขภาพ ซึ่งนอกจากทุกคนจะได้รับประทานอาหารเจเพื่อสร้างบุญกุศลแล้ว อาหารเจของร้าน ORGA ยังได้เรื่องของสุขภาพ เพราะทางร้านจะเลือกใช้ส่วนผสม และวัตถุดิบที่ปราศจากสารเคมี และวัตถุปรุงแต่งรส โดยเฉพาะผักสดของร้าน ORGA เป็นผักสดจากสวนผักที่ปลอดสารพิษ ของอาจารย์เชาว์วัช หนูทอง ที่อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี โดยอาจารย์เชาว์วัชจะนำผักสดมาส่งให้ร้านสัปดาห์ละ 2 ครั้ง รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เป็นอาหารเพื่อสุขภาพทั้งหมด



วิมล เจวรัมย์ ป้าอ้วน
นอกจากนี้ ป้าอ้วนบอกกับเราว่า ไม่ได้คาดหวังเรื่องผลกำไรจากการทำร้าน ORGA แต่เพียงอย่างเดียว แต่จุดประสงค์หลักคือ อยากเห็นลูกหลานคนไทยมีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย หรือถ้าคนไหนที่เจ็บป่วย ป้าอ้วนก็อยากจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้อาการเจ็บป่วยของเขาดีขึ้นจากการเลือกรับประทานอาหารที่ดี ไม่ใช่หายเจ็บป่วยจากการรับประทานยา ดังนั้น สิ่งที่ป้าตั้งใจทำคือ การเน้นการสอนให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจได้รู้จักวิธีการเลือกรับประทานสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะเด็ก คนรุ่นใหม่ปัจจุบันที่ตกเป็นทาสของโฆษณา และรับประทานไปตามแฟชั่น เป็นสิ่งที่น่ากลัว ถ้าประเทศไทยไม่มีการควบคุมการโฆษณาอาหาร ปล่อยให้อาหารที่เป็นอันตรายต่อเด็ก สามารถโฆษณาได้ เด็กก็จะกินตามโฆษณานั้นๆ

ในช่วงเทศกาลกินเจก็เป็นโอกาสที่ดี เพราะทุกคนมองหาอาหารเจรับประทาน และเรามีอาหารเจเพื่อสุขภาพมาให้บริการ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นให้คนไทยได้หันมาดูแลสุขภาพ แม้จะเป็นช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน โดยทุกปี ป้าจะทำ 10 เมนูเพื่อสุขภาพออกมาจำหน่าย ประกอบไปด้วย ราดหน้า ขนมจีนน้ำยา เห็ดเออรินจิย่าง ยำถั่วพู ผัดผักรวมมิตร สุกี้ยากี้ เห็ดสามอย่าง ข้าวผัดพริกขิง ผัดหมี่ แกงเลียง หมูน้ำตกเจ ลูกค้าสามารถสั่งกินที่ร้าน หรือซื้อกลับไปทำกินที่บ้านก็ได้ เพราะป้าจะทำในลักษณะของ take home เตรียมเครื่องปรุงให้ และลูกค้าสามารถนำกลับไปทำกินเองที่บ้าน หรือโทร.มาและให้ทางร้านไปส่งให้ได้ในระยะทางที่ไม่ไกลมาก
ยำถั่วพลู

“เดิมป้าจะเปิดร้านขายในห้างสรรพสินค้า แต่ด้วยค่าเช่าที่สูงมาก ทำให้ต้องหันออกมาขายข้างนอก จุดเริ่มต้นมาจากป้าได้ลาออกจากงานประจำที่โรงแรม มาร่วมเครือข่ายมังสวิรัติของลุงจำลอง ศรีเมือง ตอนเริ่มต้นใหม่เหนื่อยกันมาก ขายได้วันหนึ่งแค่ 300-400 บาท ต่อมาพอเริ่มเป็นที่รู้จัก เปิดขายในห้างมีพี่น้องร่วมเครือข่ายไปเปิดหลายสาขา ตอนขายในห้างช่วงเทศกาลเจขายได้วันหนึ่ง 4-5 หมื่นบาท บางวันเป็นแสนบาท ซึ่งปัจจุบันป้าจะไม่ค่อยได้ลงมือทำเหมือนในอดีต แต่ได้ถ่ายทอดฝีมือการปรุงอาหารให้ลูก แต่ตัวป้าจะเน้นการแนะนำลูกค้าเรื่องของการรับประทานอาหารอะไร อย่างไรจึงจะมีสุขภาพที่ดี”
สำหรับลูกค้าร้าน ORGA แน่นอนต้องเป็นกลุ่มคนทั่วไปที่สนใจเรื่องของสุขภาพ

รวมไปถึงคนรุ่นใหม่ ซึ่งมากับครอบครัว พ่อ แม่ แนะนำให้ลูกรู้จักรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และเนื่องจากทางร้านของเราอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ก็ได้กลุ่มคนที่มาเรียน และกลุ่มอาจารย์มาใช้บริการที่ร้านค่อนข้างมาก รวมไปถึงคนที่พักอาศัยอยู่ในย่านนี้ ซึ่งก็รวมไปถึงกลุ่มคนที่เจ็บป่วยก็จะเข้ามาขอความรู้ ป้าอ้วนจะแนะนำเรื่องการรับประทานอาหารให้เป็นยา รวมไปถึงวิธีการดูแลตัวเองให้หายจากอาการเจ็บป่วย

สนใจเรื่องราวของร้าน ORGA ORGANIC โทร. 08-5340-6500
ที่มา http://www.manager.co.th/SMEs/ViewNews.aspx?NewsID=9550000125946